2008/Mar/10

Miraculous Fate [Part 1-100%]

   สวนดอกไม้หลวงยามเช้าในรั้ววังแห่งอาณาจักรเอซูเรกอนดูร่มรื่น แมกไม้ใหญ่ทอดตัวให้ร่มเงาแก่พื้นดิน ผีเสื้อสีสันสวยงามบินพลิ้วดอมดมดอกไม้หลากชนิด นกตัวจ้อยส่งเสียงขับขานอย่างเพลิดเพลิน ร่างบางยิ้มน้อยๆกับบรรยากาศแห่งความสุขตรงหน้า เวลาเช้าเช่นนี้เขามักจะมาเดินเล่นในสวนดอกไม้ของท่านแม่เพื่อผ่อนคลายอยู่เสมอและเป็นเวลาที่เขาจะได้พบกันผู้เป็นคนรัก
  


“แจจุง...อากาศหนาวเย็นเช่นนี้แล้วทำไมท่านยังมาตากน้ำค้างอีกเล่า” เสียงทุ้มที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ใบหน้าหวานระบายยิ้มได้ไม่ยาก แม้ว่าเสียงนั้นจะมีเค้าแววต่อว่าหากแต่ร่างบางรู้อยู่แก่ใจ นั่นคือความเป็นห่วงหาใช่การตำหนิไม่
  

“อะไรกัน...ข้าอุตส่าห์ตื่นแต่เช้าเพื่อจะมาหาท่าน ท่านไม่ดีใจเลยหรือไง งั้นข้ากลับห้องของข้าก็ได้ ข้าเองก็ไม่ได้อยากอยู่กับคนใจร้ายใจดำอย่างท่านนักหรอก” เสียงหวานเอ่ยประชดประชัน ร่างบางก้าวเท้าเร็วๆไปยังตำหนักที่จากมาหากแต่ข้อมือบางถูกกุมไว้ด้วยมือหนา
  

“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น อย่าตัดพ้อข้าแบบนี้สิแจจุง ที่ข้าทำไปก็เพราะข้ารักท่าน ท่านก็รู้อยู่แก่ใจมิใช่หรือว่าข่ารักท่านมากแค่ไหน” ดวงตาคมฉายแววมั่นใจเต็มเปี่ยม ร่างสูงโปร่งเลื่อนไปจับมือบางไว้ก่อนจะยกขึ้นแนบอก
  


   ใบหน้าหวานขึ้นสีด้วยความเขินอาย หลายครั้งหลายหนที่ชายหนุ่มตรงหน้าบอกรักเขาแต่ทุกครั้งก็ยังคงความหอมหวานและจริงจังไม่เสื่อมคลายเหมือนกับความรักของเขาที่ยังคงมีให้คนๆนี้อยู่ตั้งแต่อดีตจนถึงทุกวันนี้...
  


“ข้ารู้...ปล่อยข้าเถอะ หากนางกำนัลมาเห็นเข้าพวกนางจะต้องเอาไปเป็นที่กล่าวถึงเป็นแน่ ท่านอยากเป็นอย่างนั้นหรือ?” แขนเรียวพยายามบิดให้พ้นการเกาะกุมของคนรักแต่ก็ไม่อาจทำได้
  

“ข้าไม่สนใจ ตอนนี้ใครๆก็รู้ว่าเรารักกันมากแค่ไหนหรือท่านจะปฏิเสธว่าท่านไม่ได้รักข้า” เสียงนุ่มมีแววแห่งความเสียใจ ใบหน้าหล่อเหลาซีดสลดทำให้ร่างบางต้องรีบกล่างปฏิเสธเป็นพัลวัน แม้ว่าจะเขาจะปากแข็งแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจทนมองคนรักทำหน้าเสียใจได้
  

“ใครบอกว่าข้าไม่รักท่านกันคยูฮยอน...ไม่มีใครจะรักท่านได้มากกว่าข้าอีกแล้ว ข้าสัญญา” ร่างบางเอ่ยคำหวานด้วยน้ำเสียงชัดเจน รอยยิ้มสดใสค่อยๆพรายขึ้นบนใบหน้าของร่างสูงโปร่งอย่างสดใส ในที่สุดแจจุงก็หลุดคำบอกเราเขาออกมาจนได้
  

“แน่ใจนะองค์รัชทายาท สายเลือดกษัตริย์หากตรัสแล้วต้องไม่คืนคำ ท่านมั่นใจอย่างนั้นหรือ?” เสียงนุ่มสั่นเครือแต่ร่างบางจะรู้ไหมว่ามันเป็นการเล่นละครฉากใหญ่ของนักปราชญ์ผู้รอบรู้...กว่าคนรักของเขาจะยอมหลุดคำหวานออกมาสักครั้งยากยิ่งกว่าการแสวงหาความรู้ใดในทุกๆศาสตร์แล้วอย่างนี้เขาจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปง่ายๆได้อย่างไรกัน

  
“ด้วยเกียรติและจิตวิญญาณของข้า...ข้าจะรักท่านเพียงผู้เดียวเท่านั้น...โจ คยูฮยอน...นักปราชญ์ผู้รอบรู้แห่งข้า...” 

  

 -------------------------------------------------------------------

  

  ลวดลายวิจิตรตามฝาหนังและความอลังการของราชวังแลดูงามสง่า ไม่ได้แสดงออกเลยสักนิดว่าเมืองแห่งนี้จะตกเป็นเมืองประเทศราชของผู้อื่น องค์กษัตริย์ผู้ปรีชาสามารถและแม่ทัพคู่ใจเป็นที่เลื่องลือนามในความเก่งกาจทางด้านการทำสงคราม หากแต่ยามนี้การสงครามยังไม่เกิด เหล่าขุนนางจึงได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ทำการพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญกว่าที่เป็นอยู่ ถึงอย่างนั้นเขาเองที่เป็นถึงผู้ปกครองสูงสุดก็ไม่อาจรามือจากการฝึกฝนได้
  

   อาวุธสีเงินสะท้อนมันวาดบนอากาศอย่างปราดเปรียว คมดาบที่ตัดท่อนไม้ขนาดใหญ่ลงในครั้งเดียวแสดงให้เห็นว่าฝีมือของบุรุษตรงหน้านั้นเก่งกาจเพียง
ใด ยูชอนปาดเหงื่อออกจากใบหน้าที่แย้มมุมปากน้อยๆยามเชยชมผลงานของตนเอง ก่อนที่ดาบชั้นดีจะถูกฟาดฟันลงบนท่อนไม้อีกครั้งบุรุษอีกร่างก็ก้าวเข้ามาทักทายด้วยอารมณ์แจ่มใส
  


“อรุณสวัสดิ์ท่านพี่ ท่านไม่เหนื่อยบางเลยหรือไร เช้าวันนี้ท่านมีการประชุมขุนนางมิใช่หรือ? เหตุใดท่านยังมาเล่นเป็นเด็กอยู่ตรงนี้ได้” ร่างสูงว่าเหน็บแนมผู้เป็นพี่ชายแต่กลับโดนสวนมาไม่ยั้ง
  

“เจ้าเห็นไหมว่าบ้านเราเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรอื่น เจ้าจะให้ข้านอนหลับสบายโดยไม่ทำอะไรเลยอย่างนั้นหรือ อีกอย่าง...ถ้าหากกษัตริย์อย่างข้าไร้ฝีมือแล้วเหล่าทหารจะเอาผู้ใดเป็นหลักได้ ส่วนเจ้า...ยุนโฮ เจ้าเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรดราโทพาซของเรา เจ้าจะทำตัวเกียจคร้านแบบนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่กัน” ยูชอนพ่นคำบ่นยาวพรืดจนยุนโฮตีหน้าเบื่อหน่าย เขาแค่ล้อเล่นนิดๆหน่อยๆไม่คิดว่าท่านพี่ยูชอนจะบ่นได้เป็นตาแก่ขนาดนี้
  

“พอๆ ข้าไม่อยากหูยานเพราะคำบ่นของท่าน ข้าแค่จะมาบอกท่านว่าข้าต้องการที่จะเข้าร่วมการหารือครั้งนี้ด้วย ท่านยังจะบ่นข้าอีกหรือไม่?” ร่างสูงเอ่ยถามในขณะที่ผู้เป็นกษัตริย์ถึงกับอึ้งกิมกี่
  


   เขายอมรับอยู่เต็มอกว่ายุนโฮเป็นแม่ทัพที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่เขาได้เห็น ศาสตร์การทุกแขนงแห่งการต่อสู้ถูกบุรุษผู้เป็นน้องชายของเขาศึกษาจนเชี่ยวชาญและด้านการวางแผนสงครามร่างสูงก็ไม่ได้เป็นรองใครเลยแม้แต่น้อย ที่ติดอยู่ก็คงจะมีแต่ความเกียจคร้านของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้กระมัง เขาแปลกใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวที่ยุนโฮขอเข้าร่วมการประชุมขุนนางในวันนี้ โดยปกติแล้วน้องชายของเขามักจะนอนหลับจนตะวันสายโด่ง
  


“ท่านพ่อมาเข้าฝันเจ้าหรือเจ้าถึงได้มีความคิดเช่นนี้”
  

“ท่านเห็นข้าเป็นอะไรกัน...ข้าเองก็อยากจะศึกษาแนวทางการพัฒนาอาณาจักรบ้างก็เท่านั้นเอง ท่านพี่จะได้เอาเวลาไปหาพระชายาเสียที ท่านจะได้บ่นนางแทนที่จะเอาเวลามาบ่นข้า ฮ่าๆๆๆ” ความว่องไวของแม่ทัพใหญ่แห่งดราโทพาซทำให้ยุนโฮหลบคมดาบที่วาดลงมาได้อย่างง่ายดาย
  

“ถ้าหากเจ้าต้องศึกษาเพิ่มเติมแล้วล่ะก็...ข้าก็คงต้องไปเรียนกับท่านอาจารย์ใหม่เสียแล้วกระมัง” ยูชอนบ่นอุบ รู้สึกหมั่นไส้ในความถ่อมตัวของน้องชาย
  


   หากจะว่ากับตามเนื้อผ้าแล้ว คนที่สมควรจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์นั้นคือยุนโฮ ไม่ใช่เจ้าชายรัชทายาทไร้ฝีมืออย่างเขา ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการทำสงคราม ความรอบรู้ในทุกสรรพสิ่งแห่งอาณาจักรหรือแม้แต่ความเคยคุ้นกับเหล่าประชาชน ยุนโฮเหนือกว่าเขาในทุกๆด้าน หากแต่ยุนโฮกลับรักความสนุกสนาน
และความสะดวกสบายเกินกว่าที่จะยอมรับภาระหนักอึ้งนี้ไว้ได้ เขาจึงต้องเป็นผู้รับสืบทอดราชบังลังก์จากพระบิดา อย่างน้อยเจ้าน้องชายตัวแสบก็ยังคงเอางานเอาการในยามจำเป็นและคอยเกื้อหนุนเขาอยู่เสมอ...
  

   มือหนากวักเรียกองครักษ์คนสนิทเข้ามาใกล้เพื่อสั่งให้เตรียมการประชุมที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า ยูชอนแอบลอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อนึกถึงเหตุผลที่ยุนโฮอยากจะเข้าร่วมการสนทนาครั้งนี้ มันจะเป็นอะไรได้อีกนอกจากเจ้าตัวดีนั่นอยากจะปะทะฝีปากกับขุนนางชินดงซึ่งรู้กันอยู่ว่าทุจริตเงินหลวงแต่ก็ยังทำลอยหน้าลอยตาอยู่ได้เพราะไม่อาจหาหลักฐานที่ชัดเจนมายืนยัน เขาแน่ใจว่าอีกไม่ช้านี้ยุนโฮคงจะต้องหาเรื่องปวดหัวมาให้อีกเป็นแน่
  


“คังอิน เตรียมการประชุมครั้งนี้ให้พร้อมสรรพ เตรียมที่นั่งด้านข้างข้าให้ยุนโฮด้วย ข้าจะกลับไปที่ตำหนัก อย่าให้ใครรบกวนเป็นอันขาด หากได้เวลาแล้วข้าจะไปยังห้องประชุมเอง” เมื่อเห็นองครักษ์คังอินน้อมตัวรับคำสั่งยูชอนก็รีบออกเดิน เห็นทีครั้งนี้เขาคงจะต้องอ่านรายละเอียดไปทุกอักขระ หาไม่แล้ว...เขาอาจจะต้องให้ยุนโฮมาคอยรับหน้าให้อย่างครั้งก่อนอีก
   


   เพียงไม่กี่นาทีก่อนถึงเวลาที่องค์กษัตริย์ได้นัดหมาย เหล่าขุนนางและข้าราชบริพารก็พากันมานั่งประจำที่ บ้างก็สนทนากับคนผู้อื่นในเรื่องราวสัพเพเหระ บ้างก็หันไปซุบซิบนินทาเรื่องชาวบ้านหรือไม่ก็ง่วนอยู่กับเอกสารและคำถามที่ต้องการคำตอบจากประธานขององค์ประชุม

   ร่างสูงย่างก้าวเข้ามาด้วยความองอาจ เหล่าผู้รอยืนขึ้นก่อนจะคำนับให้แก่ผู้มาใหม่ ยูชอนผายมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนนั่งแล้วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเรือนสีทองบุกำมะหยี่สีแดงสด น้ำเสียงราบเรียบทว่าน่าเกรงขามเอ่ยถามและตอบไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น สายตาคมลอบมองไปที่ประตูบานใหญ่หลายต่อหลายครั้ง ในใจนึกตำหนิยุนโฮที่ไม่ค่อยจะรู้จักเวล่ำเวลาและกาลเทศะ หากความสามารถรอบด้านของยุนโฮที่มีอยู่ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปาก แม้ว่าร่างสูงอาจจะทำอะไรที่ดูไม่คู่ไม่ควรบ้างแต่ถ้าหากเป็นเรื่องที่เจ้าตัวออกปากจะรับผิดชอบแล้ว ยุนโฮจะไม่มีทางทำพลาดโดยเด็ดขาด
  


“ขออภัยท่านพี่และทุกท่านที่ข้ามาสาย ข้าติดธุระด้านนอกนิดหน่อย” น้ำเสียงและท่าทางการย่างก้าวของยุนโฮดูสบายๆมากกว่าเร่งรีบ ยูชอนส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอา ยุนโฮมันจะยิ้มสู้ทุกคนได้ตลอดเวลาเลยหรืออย่างไร
  

“ข้าน้อยรู้ว่าข้าน้อยอาจมิใช่ผู้มีอำนาจแต่อย่างใด แต่การเข้าร่วมประชุมนั้นเป็นสิ่งที่ข้าน้อยคิดว่าท่านแม่ทัพใหญ่ไม่ควรละเลย” ขุนนางชินดงให้ถ้อยคำสุภาพหากแต่น้ำเสียงนั้นท้าทาย ขุนนางผู้นี้เป็นที่รู้จักกันไปทั่วด้วยว่ารูปร่างอันเป็นเอกลักษณ์และความโหดเหี้ยม กำลังพลที่ขุนนางชินดงควบคุมอยู่ก็ใช่น้อยและอาจมากพอที่จะก่อการกบฎได้เลยทีเดียว
  

“ข้ารู้ดีท่านชินดง หากแต่ท่านควรจะสนใจการงานของท่านเสียมากกว่าก่อนที่มันจะล้มไม่เป็นท่าเช่นครั้งก่อน!” ยุนโฮยกความบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีตขึ้นมากระทบกระทั่งร่างสมบูรณ์อย่างไม่เกรงกลัว ชินดงกัดฟันกรอดและยอมนั่งสงบปากสงบคำดังเดิมพร้อมกับร่างสูงที่นั่งลงข้างผู้เป็นพี่ชาย 
  


   ชื่อของกษัตริย์ยูชอนและแม่ทัพคู่ใจยุนโฮไม่ได้เป็นที่กล่าวนามกันนักจนเมื่อครึ่งปีก่อน สงครามกบฎที่ชายแดนของอาณาจักรเอซูเรกอนนั้นเข้มแข็งเกินกว่ากษัตริย์ดองวุคจะต้านทานเอาไว้ได้ เริ่มแรกขุนนางชินดงเป็นผู้ออกปากช่วยหากแต่กองทัพกลับแตกพ่ายไม่เป็นท่า ยุนโฮจึงอาสานำกองทัพของยูชอนไปด้วยตนเองและกลับมาพร้อมชัยชนะได้อย่างไม่ยากเย็น ความสามารถของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้จึงลือเลื่องไปทั่วทั้งดินแดนรวมทั้งชื่อของกษัตริย์ยูชอนที่เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องบน 
  


“เอาล่ะ เริ่มประชุมกันต่อ เมื่อครู่ท่านว่าอย่างไรนะท่านโซฮัน” ยูชอนปรบมือสองสามครั้งเพื่อดึงความสนใจของทุกคนให้หันมาเช่นเดิมก่อนจะเริ่มดำเนินการประชุมต่อ
  


   สายตาเคียดแค้นถูกส่งมายังร่างของยุนโฮที่นั่งขีดเขียนๆบนสมุดอย่างตั้งใจ ถ้าหากไม่มีแม่ทัพที่ฝีมือเก่งกาจและสมองปราดเปรื่องอย่างยุนโฮเขาคงจะก่อการกบฏและยึดบังลังก์ได้ง่ายดายกว่านี้อีกหลายร้อยเท่านัก
  

   การประชุมขุนนางประจำเดือนจบลงด้วยปัญหามากมายที่ถูกกำหนดแนวทางการแก้ไขไว้ด้วยการระดมสมองของเหล่าผู้สูงศักดิ์ ร่างสูงที่หายไปแทบจะในทันทีหลังจากการประชุมจบลงทำให้ยูชอนยิ่งระอาใจ หากน้องชายของเขายอมทำอะไรเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาเสียบ้าง ทัศนคติของเหล่าขุนนางที่มีต่อยุนโฮคงจะดีกว่านี้อีกมาก แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะยอมรับฝีมืออันร้ายกาจของยุนโฮแล้วก็ตาม 



---------------------------------------------------------------------------------



  เสียงระฆังแซ่ซ้องกังวานไปทั่วราวกับต้องการสรรเสริญอำนาจของผู้เป็นใหญ่ กองทัพหลวงพร้อมทั้งเหล่าราษฎรโห่ร้องอย่างยินดีเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่คุ้นตาบนหลังม้า ร่างใหญ่ที่อยู่ในชุดพร้อมรบเต็มยศนั่งหลังตรงเป็นสง่าอยู่เป็นหลังสัตว์พาหนะ อาชาสีดำรัตติกาลควบเป็นจังหวะแสดงให้เห็นว่ามันคงจะได้รับการฝึกมาอย่างดีเยี่ยม เสียงโห่ร้องดังกึกก้องเมื่อกำปั้นใหญ่ชูขึ้นเหนือศีรษะเพื่อบ่งบอกถึงชัยชนะที่ได้มาอย่างภาคภูมิ ปากอุ่นกระตุกยิ้มเบาๆก่อนจะเร่งม้าให้ควบทะยานหายเข้าไปในเขตราชวังหลวง
  

   ร่างเล็กในชุดขุนนางชั้นสูงยิ้มรับร่างใหญ่ที่กลับมาอย่างปลอดภัยด้วยความยินดี รอยยิ้มคมคายที่ส่งกลับมาทำให้หัวใจดวงน้อยพองโตจนคับอก ใบหน้าหล่อเหลาและร่างกายกำยำรวมทั้งความปรีชาสามารถที่กษัตริย์ผู้นี้มีอยู่เป็นสิ่งที่เขารักและหลงใหล ตั้งแต่จากอาณาจักรบ้านเกิดเมืองนอนมา นอกจากครอบครัวแล้วก็มีเพียงบุรุษผู้นี้เท่านั้นที่เขาพึงถวิลหา
  


“ท่านซีวอน ข้าดีใจเหลือเกินที่ท่านกลับมา” มือเรียวประสานอยู่กลางอก ดวงตาเป็นประกายสุกใสยามจ้องมองบุรุษผู้เป็นที่รัก
  

“ข้าอยากพักผ่อนเหลือเกินจุนซู เจ้าเตรียมเครื่องหอมและเครื่องชำระล้างร่างกายให้ข้าได้หรือไม่” ร่างเล็กพยักหน้าอย่างไม่ต้องคิด มือขาวเอื้อมไปจับมือหนาแล้วออกเดิน 
  


   ร่างใหญ่ออกมาพร้อมกับกลิ่นเครื่องหอมที่โปรดปราน ร่างกายกำยำทอดลงบนเตียงนอนกว้างโดยมีคนตัวเล็กนั่งอยู่ไม่ห่าง สายตาที่จับจ้องมายังกษัตริย์หนุ่มเปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใย หากแต่คำพูดที่เอ่ยออกมาทำให้เขาเจ็บเจียนตาย แม้ว่าจะได้ยินมาตั้งแต่เล็กจนเติบโตก็ไม่อาจทำใจให้คุ้นชิน หัวใจมัน
เจ็บจนเกินจะบรรยายเมื่อชายผู้เป็นที่รักเอ่ยหานางสนมยามต้องการ 
  


“เรียกนางสนมมาให้ข้า เจ้าไปพักผ่อนเถิดจุนซู ข้าขอบใจเจ้ามาก” คำขอบคุณนั้นไม่ได้ทำให้น้ำตาที่กำลังก่อตัวหายไป ซ้ำร้ายยังทำให้มันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ร่างเล็กกัดฟันเดินไปเรียกสนมซึ่งนางรีบกรีดกรายมาหาซีวอนในทันที 
  


   สิ้นเสียงกลอนประตูลั่น จุนซูทรุดลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงแล้วปล่อยให้น้ำตาที่กักเก็บไว้ไหลริน เสียงสะอื้นไห้ดังระงมอยู่นานและไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง นัยน์ตาหวานหลับแน่นเหมือนกำลังทนทุกข์กับความเจ็บปวด กลีบปากอิ่มค่อยๆแย้มความในใจออกมาจนหมดสิ้น แม้ไม่อยากให้ผู้ใดรับรู้แต่อย่างน้อย...เขาก็ยอมปล่อยให้สายลมแผ่วช่วยปลอบโยนความเจ็บปวดนี้
  


“ถ้าข้าไม่ได้มีอำนาจอย่างที่เป็นอยู่ ท่านก็คงจะสังหารข้าทิ้งเหมือนกันที่ทำกับเชลยผู้อื่นแต่ข้ารักท่านเหลือเกินซีวอน...ฮึก ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าทุกข์ทรมานเพียงใด ทุกครั้งที่ท่านเรียกหาพวกนาง หัวใจของข้าแทบจะแตกสลาย ชีวิตของข้าแทบจะมลายตรงหน้าท่าน ทำไมท่านถึงไม่รู้สึกถึงความรักของข้าบ้าง ฮึก...จะให้ข้ากลายเป็นแค่ฝุ่นผงไร้ค่าข้าก็ยอม เพียงแค่ให้ข้าได้อยู่รอบๆตัวท่าน ไม่ใช่โดนผลักไสออกมายามที่ท่านไม่ต้องการเยี่ยงนี้...ได้โปรด”



****TBC